เขี้ยว งา กะลา เขา เป็นคำพูดที่พูดกันมานมนาน ซึ่งหมายถึง วัสดุที่นำมาสร้างเครื่องรางของขลังนั่นเอง
เครื่องรางที่สร้างจากเขี้ยวสัตว์นั้น ส่วนใหญ่จะเน้น เขี้ยวเสือ เขี้ยวหมี และเขี้ยวหมูป่า เป็นหลัก ส่วนที่สร้างจากงา คงเป็นแค่งาช้างเท่านั้น จากกะลามะพร้าว ส่วนใหญ่จะใช้กะลามะพร้าวที่มีตาเดียว แต่ถ้าเจอกะลามะพร้าวที่มีห้าตา สิบตา ก็ยิ่งดี ถือว่าเป็นของหายาก ส่วนจากเขาสัตว์นั้นจะเน้นไปทาง เขาวัวกระทิง เขาควาย และเขากวางเป็นหลัก วัตถุที่นำมาสร้างเครื่องรางของขลังเหล่านี้ เชื่อกันว่ามีความขลังในตัวอยู่แล้ว ยิ่งนำมาทำพิธีปลุกเสกด้วยแล้ว ยิ่งเพิ่มความขลังเป็นทวีคูณขึ้นหลายเท่า
วันนี้ ผู้เขียนขออนุญาตบรรยายเรื่อง เขี้ยว เรื่องเดียวอีกสักครั้ง จำได้ว่า ชั่วโมงเซียน ของหนังสือพิมพ์ "คม ชัด ลึก" ผู้เขียนได้เคยบรรยายเรื่องเขี้ยวไว้แล้ว เมื่อหลายปีก่อน ปัจจุบันกลับมีผู้นิยมสนใจเรื่องเครื่องรางของขลังกันมากมาย ผู้เขียนจึงนำข้อมูลมาเสนอให้ อาจช่วยเพิ่มเติมความรู้ ความเข้าใจ และเป็นวิทยาทานได้บ้าง ไม่มากก็น้อย
เขี้ยว นับว่าเป็นเครื่องรางของขลังที่ได้รับความนิยมสูงสุดชนิดหนึ่ง จากเครื่องรางยอดนิยมทั่วๆ ไป พระเกจิอาจารย์บางท่านที่นำเขี้ยวมาแกะสร้างเครื่องรางของขลัง จนได้รับความนิยม ให้นั่งอยู่แถวหน้า ประเภทเครื่องรางของขลังยอดนิยม เช่น เขี้ยวเสือแกะของหลวงพ่อปาน วัดคลองด่าน และเขี้ยวเสือแกะของอาจารย์เฮง วัดเขาดิน เป็นต้น เขี้ยวสัตว์นั้นที่จริงมีด้วยหลายประเภท ที่นิยมนำมาสร้างเครื่องรางของขลังกัน แต่ที่จะเขียนถึงคราวนี้ จะเน้นเฉพาะ เขี้ยวเสือ เขี้ยวหมี และเขี้ยวหมูป่าเท่านั้น เพราะทั้งสามเขี้ยวนี้ เป็นวัสดุที่ทั้งพระเกจิอาจารย์ และฆราวาส นิยมนำมาสร้างวัตถุมงคลกันมาก และได้รับความนิยมกันแทบทั้งสิ้น แต่ที่สำคัญ ปัญหาอยู่ที่มีผู้ซักถาม และถกเถียงกันอยู่บ่อย เกี่ยวกับการแยกประเภทของเขี้ยวว่า เขี้ยวเสือ เขี้ยวหมี และเขี้ยวหมู นั้นแตกต่างกันอย่างไร บางท่านยังไม่ทราบ หลายท่านคงทราบกันดีอยู่แล้ว และอีกหลายท่านก็ยังคงเดาๆ อยู่
วันนี้ เรามาทำความเข้าใจกัน ผู้เขียนเองยอมรับว่า ไม่ได้เก่งกาจอะไรมากเรื่องเครื่องรางของขลัง แต่เป็นคนที่ชอบวัตถุมงคลประเภทเครื่องรางเอามากๆ คนหนึ่ง เลยทีเดียว ชอบค้นคว้า ค้นตำราต่างๆ ถามผู้รู้ ผู้ชำนาญ เคยซื้อผิด ซื้อถูก ทุกอย่างผู้เขียนถือว่า เป็นครูเท่านั้น เมื่อได้ความรู้อะไรมาบ้างที่เห็นว่าสำคัญ และถูกต้องก็ถ่ายทอดกันต่อๆ ไป จะได้ไม่สูญหายไปจากวงการ
เขี้ยวเสือ เขี้ยวหมี และเขี้ยวหมู ถ้าเป็นอาจารย์เดียวกันสร้าง เขี้ยวเสือจะได้รับความนิยมมาเป็นอันดับหนึ่ง รองมาก็คือ เขี้ยวหมี และเขี้ยวหมู เป็นอันดับท้าย คงเป็นความเชื่อเรื่องบารมีมหาอำนาจ ของเขี้ยวสัตว์แต่ละชนิดก็ได้ เสือซึ่งถือว่าเป็นเจ้าป่า และหายาก ฆ่าก็ยาก หมียังพอเห็นมากกว่า ส่วนหมูป่านั้นมีจำนวนมากมาย แต่ถ้าเป็นหมูที่มีเขี้ยวตัน หรือเขี้ยวยาว ใหญ่ ก็ถือว่าหาชมได้ยากเช่นกัน ดังคำโบราณที่กล่าวว่า ถ้าจะเล่นเขี้ยวหมู ต้องเล่นเขี้ยวตัน จะเล่นเขี้ยวเสือต้องเล่นเขี้ยวโปร่ง (โปร่งฟ้า) ก่อนจะแยกแต่ละประเภทของเขี้ยวนั้น อยากพูดถึงลักษณะของการนำเขี้ยวมาแกะ ว่ามีลักษณะใดบ้าง คือมีทั้งที่แกะเต็มเขี้ยว ครึ่งเขี้ยว หรือ นำเอาเขี้ยวมาผ่าเป็นซีก แกะเป็นชิ้นเล็กๆ ก็มี
เต็มเขี้ยว หมายถึง เขี้ยวที่ถูกถอดรากออกจากเหงือกทั้งอัน ซึ่งยังมีปลายเขี้ยวแหลม ยาวอยู่ เช่น เสือ หลวงพ่อนก วัดสังกะสี
ครึ่งเขี้ยว หมายถึง เขี้ยวที่ถูกถอดรากออกจากเหงือกทั้งอัน แล้วนำมาตัดแบ่งครึ่ง ส่วนใหญ่นิยมเอาครึ่งแถบที่เป็นรากเขี้ยวมาแกะ เช่น เสือ หลวงพ่อปาน คลองด่าน ที่เราเห็นกันอยู่ทั่วไป
เขี้ยวซีก หมายถึง การเอาเขี้ยวเต็มมาผ่าแบ่งเป็นชิ้นๆ แล้วนำมาแกะ เป็นวัตถุมงคล อีกทีหนึ่ง เช่น เสือเขี้ยวซีก หลวงพ่อปาน คลองด่าน หรือ เสือ อาจารย์เฮง วัดเขาดิน
การแกะวัตถุมงคลจากเขี้ยวซีกชิ้นเล็กๆ นั้น บางท่านอาจเข้าใจผิดว่า แกะมาจากปลายเขี้ยว ซึ่งเป็นไปได้ยากมาก เพราะปลายเขี้ยวมีลักษณะแข็งและกรอบ ถ้าโดนแกะก็จะปริแตกไม่เป็นรูปทรง ความจริงแล้ว เขี้ยวเสือ เขี้ยวหมี และเขี้ยวหมู มีลักษณะที่แยกออกจากกันได้ชัดเจน ผู้เขียนจะอธิบายไปทีละขั้น จะได้เข้าใจง่าย ไม่สับสน โดยดูรูปภาพประกอบจะเห็นได้ชัดเจน
เขี้ยวเสือ นั้นมีทั้งขนาดเล็กและใหญ่ ซึ่งขึ้นอยู่กับชนิดและขนาดของตัวเสือ เขี้ยวจะยาว เรียว ปลายแหลมคม โค้งพอประมาณ ดูจากปลายเขี้ยวจะเห็นเหลี่ยม เป็นร่องเล็กๆ อยู่แถบละสองร่อง ทั้งสองข้าง วิ่งเป็นแนวร่องเข้ามายังตัวเขี้ยวชัดเจน เราเรียกกันว่าร่องเส้นเลือด และถ้านำเขี้ยวเสือมาตัดแบ่งครึ่ง เราจะเห็นรูตรงกลางเป็นรูกลวงโปร่งไปสุดโคนเขี้ยว ซึ่งจะมีลักษณะกลม หรือกลมรีเล็กน้อย กว้างประมาณ ๒๐-๓๐% ของพื้นที่หน้าเขี้ยวที่เราตัดครึ่ง และจะมีคลื่นรัศมีวิ่งรอบปากรูเขี้ยวซึ่งมองเห็นได้ชัดเจน
เขี้ยวหมี นั้นมีทั้งขนาดเล็กและใหญ่เช่นกัน เขี้ยวหมีเมื่อดูภายนอกลักษณะทั่วไปคล้ายเขี้ยวเสือมาก คือมีความเรียว โค้งยาว ปลายแหลมคม สิ่งที่แตกต่างจากเขี้ยวเสือนั้นคือปลายเขี้ยวหมี ก็มีร่องเลือดเหมือนกัน แต่เป็นแบบเส้นเลือดสีน้ำตาลแดงวิ่งรอบเป็นวงเดือน จากปลายเขี้ยวเข้ามาด้านใน เป็นสิบๆ รอบ ซึ่งเรามองเห็นด้วยตาเปล่าได้ชัดเจน และเมื่อเรานำเขี้ยวมาตัดผ่าแบ่งครึ่ง ก็พบรูกลวงโปร่งเช่นเดียวกันเหมือนกับเขี้ยวเสือ แต่รูของเขี้ยวหมีจะกว้างกว่ารูของเขี้ยวเสือมาก บางเขี้ยวเจอรูกว้าง ๗๐-๘๐% ของหน้าเขี้ยวเลยทีเดียว
เขี้ยวหมูป่า มีลักษณะที่แตกต่างจากเขี้ยวเสือ และเขี้ยวหมี ซึ่งเห็นได้ชัดเจนมาก เขี้ยวหมูป่านั้น มีทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ มีลักษณะค่อนข้างแบนเป็นเหลี่ยมโค้งยาว ปลายแหลม โคนเขี้ยวเป็นรูกลวงลึกเข้าไปด้านในเกือบสุดปลายเขี้ยว เขี้ยวหมูป่าบางเขี้ยวนั้นยาวเอามากๆ จนเกือบจะเป็นครึ่งวงกลมเลยก็มี โดยทั่วไปเขี้ยวหมูป่าจะเป็นเขี้ยวกลวงเกือบทั้งนั้น จะหาเขี้ยวแบบตันๆ นั้นยากมาก และเมื่อตัดเขี้ยวแบ่งครึ่งออกจากกัน ก็จะเห็นรูของเขี้ยวหมูป่าเป็นรูปสามเหลี่ยม ไม่เหมือนกับเขี้ยวเสือกับเขี้ยวหมี ที่มีรูลักษณะกลม หรือรูปวงรี
สรุปได้ว่า เขี้ยวเสือ เขี้ยวหมี และเขี้ยวหมูป่า มีลักษณะที่แตกต่างกัน เมื่อพิจารณาแล้วก็สามารถแยกออกจากกันได้อย่างชัดเจน เมื่อท่านผู้อ่านมีโอกาสได้เครื่องรางของขลังประเภทเขี้ยวเหล่านี้ ก็ควรใช้ดุลพินิจ พิจารณาข้อมูลของผู้เขียน อาจจะช่วยท่านได้บ้างไม่มากก็น้อย
* ข้อมูลจากเว็บคม-ชัด-ลึก คุณนุ เพชรรัตน์ คลิ๊กที่นี่
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เขี้ยวเสือ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เขี้ยวเสือ แสดงบทความทั้งหมด
วันศุกร์ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2553
วันพุธที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2553
วิธีการดูเขี้ยวเสือหลวงพ่อปาน ๒
ในบรรดา เครื่องรางของขลัง ที่ บุรุษ อย่างเรา ๆ ท่าน ๆ ใฝ่ฝัน และอยากได้มาเพื่อเป็นเครื่องป้องกันตัวและเป็นสิ่งยึดเหนี่ยว ในความเข็มขลังแล้วละก็ คือ เขี้ยวเสือ ของหลวงพ่อปาน วัดบางเหี้ย ซึ่งจัดได้ว่า เป็นอันดับหนึ่ง ของเมืองไทย ดังนั่นเรามารู้จักท่าน และวิธีการดูเสือของท่านดีกว่า เพื่อเป็นวิทยาทาน อาจจะไม่ชี้ขาด แต่ก็เป็นแนวทางได้บ้างไม่มากก็น้อยครับ
เสือหลวงพ่อปาน วัดมงคลสุทธาวาส (บางเหี้ย) สุดยอดเครื่องรางแห่งสยามประเทศ
ยุค สมัยของหลวงพ่อปาน วัดบางเหี้ย นั้น อยู่ในช่วงระหว่างปี พ.ศ.2411-2453 เป็นช่วงที่ท่านออกธุดงค์ เป็นอาจารย์สอนวิปัสสนา รวมถึงเป็นเจ้าอาวาสวัดบางเหี้ยด้วยครับ ท่านได้รับสมณศักดิ์เป็น "พระครูพิพัฒนนิโรธกิจ" จวบจนกระทั่งเข้าสู่วัยชรา และถึงแก่มรณภาพ เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม พ.ศ.2453 (รวมสิริอายุประมาณ 75 - 80 ปี)
หลวง พ่อปาน วัดบางเหี้ยนั้นท่านเป็นคณาจารย์ ยุคเก่าสมัยโบราณ ถ้าผมจำไม่ผิดหลวงปู่สี วัดเข้าถ้ำบุญนาค เคยกล่าวถึงท่านไปเมื่อตอน มีคนถามท่านว่ารู้จักหลวงพ่อปาน วัดบางนมโคไหม? ท่านตอบว่ารู้จักแต่หลวงพ่อปาน วัดบางเหี้ย และกล่าวว่า "หลวงพ่อปาน วัดบางเหี้ย นั่งเรือไม่ต้องแจวเรือ เรือแล่นได้เอง" หลวงพ่อปาน วัดบางเหี้ย นั้นท่านมีชื่อเสียง ในเรื่องการสร้างตะกรุด ผ้ายันต์ต่างๆ รวมทั้งเครื่องรางประเภทอื่นๆมากหลายอย่าง ซึ่งปัจจุบันหาชมได้ยากมาก ใครมีต่างหวงแหนกันทุกคน การหาของแท้ๆ และทันยุคนั้น หาได้ยากเต็มทีครับ เพราะเครื่องรางที่ตกทอดมาจากบรรพบุรุษ ก็ขาดการจดบันทึกไว้ ทำให้มีผู้รู้จริงยาก และเครื่องรางของท่าน บางครั้งผู้ที่ได้ไว้ในครอบครองก็ไม่ทราบว่าเป้นของคณาจารย์ท่านใด บางครั้งจะเป็นของหลวงพ่อนก วัดสังกะสี ลูกศิษย์ ซึ่งขลังเหมือนกัน คนถูกยิงตกเรือไม่เข้ามาแล้วเหมือนกันครับ
ดังนั้น เครื่องรางที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของสำนักนี้ และถือเป็นสุดยอดเครื่องรางที่มีค่าบูชาสูงในอันดับต้นๆในบรรดาเครื่องราง ของขลัง ของพระเกจิอาจารย์ในยุคอดีต และปัจจุบัน นั่นคือ รูปเสือลอยองค์ ที่แกะมาจากเขี้ยวเสือจริงๆ ทั้งเต็มเขี้ยวบ้าง ครึ่งเขี้ยวบ้าง มีขนาดเล็ก ใหญ่ต่างๆกัน ตามแต่ลักษณะของเขี้ยวเสือที่ได้ชาวบ้านได้มา ฝีมือการแกะเป็นลักษณะของช่างฝีมือท้องถิ่นแท้ๆ แกะให้ท่านปลุกเสกเรื่อยๆ แลดูเรียบง่ายแต่แฝงไว้ด้วยความขลัง และดูน่าครั่นคร้าม แลดูมีตบะมหาอำนาจสูงมาก ไม่เชื่อถ้าท่านมีลองนำมามองจ้องเสือดูซิครับ แลดูน่าเลื่อมใส ศรัทธามากครับ
มีเรื่องเล่ากันว่า การปลุกเสกเสือของหลวงพ่อปานนั้น ท่านจะต้องมีการเรียกธาตุ 4 คือ “นะ มะ พะ ทะ” เรียก รูป เรียกนาม ปลุกเสกจนกระทั่ง เสือนั้นเคลื่อนไหวได้ราวกับมีชีวิตจริงๆทีเดียวเชียว กำหนดอุคหนิมิต ให้เครื่องรางรูปเสือนั้นมีชีวิต โดยปลุกด้วยคาถาเฉพาะ หนึ่งในบทพระคาถาที่เคยได้รับทราบมา คือ คาถาพยัคคัง ฯ เล่ากันว่า เมื่อท่านปลุกเสกเสร็จขณะนั่งเรือไปท่านจะนำเสือนั้นเทลงคลอง จากนั้นท่านจะนำชิ้นหมูมาล่อข้างเรือ และบริกรรมคาถา สักพักเสือจะโดดขึ้นมาติดชิ้นเนื้อหมูโดยทันที เป็นอันว่าเรียบร้อยครับ แจกลูกศิษย์ลูกหาได้
* ข้อมูลจาก โดย : อานนท์ พี่ชัยวิทย์ คลิ๊กที่นี่
เสือหลวงพ่อปาน วัดมงคลสุทธาวาส (บางเหี้ย) สุดยอดเครื่องรางแห่งสยามประเทศ
ยุค สมัยของหลวงพ่อปาน วัดบางเหี้ย นั้น อยู่ในช่วงระหว่างปี พ.ศ.2411-2453 เป็นช่วงที่ท่านออกธุดงค์ เป็นอาจารย์สอนวิปัสสนา รวมถึงเป็นเจ้าอาวาสวัดบางเหี้ยด้วยครับ ท่านได้รับสมณศักดิ์เป็น "พระครูพิพัฒนนิโรธกิจ" จวบจนกระทั่งเข้าสู่วัยชรา และถึงแก่มรณภาพ เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม พ.ศ.2453 (รวมสิริอายุประมาณ 75 - 80 ปี)
หลวง พ่อปาน วัดบางเหี้ยนั้นท่านเป็นคณาจารย์ ยุคเก่าสมัยโบราณ ถ้าผมจำไม่ผิดหลวงปู่สี วัดเข้าถ้ำบุญนาค เคยกล่าวถึงท่านไปเมื่อตอน มีคนถามท่านว่ารู้จักหลวงพ่อปาน วัดบางนมโคไหม? ท่านตอบว่ารู้จักแต่หลวงพ่อปาน วัดบางเหี้ย และกล่าวว่า "หลวงพ่อปาน วัดบางเหี้ย นั่งเรือไม่ต้องแจวเรือ เรือแล่นได้เอง" หลวงพ่อปาน วัดบางเหี้ย นั้นท่านมีชื่อเสียง ในเรื่องการสร้างตะกรุด ผ้ายันต์ต่างๆ รวมทั้งเครื่องรางประเภทอื่นๆมากหลายอย่าง ซึ่งปัจจุบันหาชมได้ยากมาก ใครมีต่างหวงแหนกันทุกคน การหาของแท้ๆ และทันยุคนั้น หาได้ยากเต็มทีครับ เพราะเครื่องรางที่ตกทอดมาจากบรรพบุรุษ ก็ขาดการจดบันทึกไว้ ทำให้มีผู้รู้จริงยาก และเครื่องรางของท่าน บางครั้งผู้ที่ได้ไว้ในครอบครองก็ไม่ทราบว่าเป้นของคณาจารย์ท่านใด บางครั้งจะเป็นของหลวงพ่อนก วัดสังกะสี ลูกศิษย์ ซึ่งขลังเหมือนกัน คนถูกยิงตกเรือไม่เข้ามาแล้วเหมือนกันครับ
ดังนั้น เครื่องรางที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของสำนักนี้ และถือเป็นสุดยอดเครื่องรางที่มีค่าบูชาสูงในอันดับต้นๆในบรรดาเครื่องราง ของขลัง ของพระเกจิอาจารย์ในยุคอดีต และปัจจุบัน นั่นคือ รูปเสือลอยองค์ ที่แกะมาจากเขี้ยวเสือจริงๆ ทั้งเต็มเขี้ยวบ้าง ครึ่งเขี้ยวบ้าง มีขนาดเล็ก ใหญ่ต่างๆกัน ตามแต่ลักษณะของเขี้ยวเสือที่ได้ชาวบ้านได้มา ฝีมือการแกะเป็นลักษณะของช่างฝีมือท้องถิ่นแท้ๆ แกะให้ท่านปลุกเสกเรื่อยๆ แลดูเรียบง่ายแต่แฝงไว้ด้วยความขลัง และดูน่าครั่นคร้าม แลดูมีตบะมหาอำนาจสูงมาก ไม่เชื่อถ้าท่านมีลองนำมามองจ้องเสือดูซิครับ แลดูน่าเลื่อมใส ศรัทธามากครับ
มีเรื่องเล่ากันว่า การปลุกเสกเสือของหลวงพ่อปานนั้น ท่านจะต้องมีการเรียกธาตุ 4 คือ “นะ มะ พะ ทะ” เรียก รูป เรียกนาม ปลุกเสกจนกระทั่ง เสือนั้นเคลื่อนไหวได้ราวกับมีชีวิตจริงๆทีเดียวเชียว กำหนดอุคหนิมิต ให้เครื่องรางรูปเสือนั้นมีชีวิต โดยปลุกด้วยคาถาเฉพาะ หนึ่งในบทพระคาถาที่เคยได้รับทราบมา คือ คาถาพยัคคัง ฯ เล่ากันว่า เมื่อท่านปลุกเสกเสร็จขณะนั่งเรือไปท่านจะนำเสือนั้นเทลงคลอง จากนั้นท่านจะนำชิ้นหมูมาล่อข้างเรือ และบริกรรมคาถา สักพักเสือจะโดดขึ้นมาติดชิ้นเนื้อหมูโดยทันที เป็นอันว่าเรียบร้อยครับ แจกลูกศิษย์ลูกหาได้
* ข้อมูลจาก โดย : อานนท์ พี่ชัยวิทย์ คลิ๊กที่นี่
ป้ายกำกับ:
เขี้ยวเสือ,
คลองด่าน,
วัดบางเหี้ย,
วัดมงคลโคธาวาส,
หลวงพ่อปาน
วิธีการดูเขี้ยวเสือหลวงพ่อปาน ๑
เขี้ยวเสือหลวงพ่อปาน ใครที่ชอบเครื่องลางของขลังต่างต้องการครอบครอง ปัจจุบันมีคนที่แอบอ้างยัด อาจารย์กันเยอะ การสังเกตุเขี้ยวเสือให้สังเกตุที่อายุของเขี้ยวเป็นสำคัญเขี้ยวที่มีอายุกว่า 100 ปี ต้องเป็นเขี้ยวที่มีความเก่าความฉ่ำของเนื้อเขี้ยวสีต้องเหลือง อร่าม ใส เหมือนเทียนไข เสี้ยนเขี้ยวจะตรงตามความยาวของเขี้ยว เขี้ยวหมี จะมีสีขาวไม่เหลืองเหมือนเขี้ยวเสือ แต่ก็มีการเอาเขี้ยวใหม่ๆ ไปทอดในน้ำมันให้เหมือนเขี้ยวเก่าต้องระวังให้ดี ส่วนการสังเกตุว่าเป็นเขี้ยวเสือของหลวงพ่อปานหรือไม่ ??? ให้สังเกตุด้วยการอ่านหนังสือครับ
ขอแนะนำหนังสือ เขี้ยวเสือหลวงพ่อปาน ติสสโร (ของคุณคีโท ถั่วทอง) ครับ เพราะผู้เขียนท่านนนี้ ได้ทำการรวบรวม ภาพเขี้ยวเสือหลวงพ่อปาน ภาพเขี้ยวเสือหลวงตาสาย (ศิษย์หลวงพ่อปาน) ภาพเขี้ยวเสือของหลวงพ่อนกวัดสังกะสี (ศิษย์หลวงพ่อปาน) และยังมีวัตถุมงคลต่างๆ ของวัดมงคลโคธาวาส ตั้งแต่สมัยหลวงพ่อปานยังอยู่ ไล่รุ่นมาถึงยุคปัจจุบันเลยครับ แต่ผมหาหนังสือเล่มนี้ ที่ร้านหนังสือและสำนักพิพ์แล้วหมดไปนานแล้วครับ ใครมีช่วยแบ่งให้หน่อยนะครับจะเป็นพระคุณอย่างสูง ส่วนเล่มอื่นๆนั้น ไม่แนะนำครับพราะมีร้านพระที่ปากน้ำสมุทรปราการ บอกว่ามีการยัดอาจารย์ครับ เอาเขี้ยวเสือหลวงตาสายยัดเป็น ของหลวงพ่อปานเยอะมากครับ เรื่องยันต์ก็เหมือนกัน มีการเอาเขี้ยวไปแกะ แล้วมาลงยันต์กันเองแล้ว บ้างก็ฝากเข้าพิธีของวัด บ้างก็ขายกันเอง บางทีอาจเจอ เขี้ยวแท้ ฝีมือสวย แต่ยันต์ปลอมนะคร้าบ..
ส่วนเขี้ยวเสือนั้น เตี่ยผม (เกิด 2475 เสียชีวิต 2542 อายุ67ปี)ท่านเล่าว่า ได้รับการเล่าต่อมาว่า สมัยก่อนพระที่ลงเขี้ยวเสือมีหลายองค์ มีหลวงพ่อปาน หลวงพ่อเรือน(เพื่อนหลวงพ่อปาน) หลวงพ่อทอง(เจ้าอาวาสวัดบางเหี้ย แต่คนละองค์กับหลวงปู่ทองวัดราชโยธานะครับ)หลวงพ่ออิ่ม แต่สมัยนี้เหมารวมว่าเขี้ยวเสือเป็นของหลวงพ่อปานหมด เพราะ ลายมือการลงยันต์ก็หวัดคล้ายๆกันน่ะ แยกไม่ออกหรอก รุ่นต่อมาก็คือเสือหลวงตาสาย องค์นี้เตี่ยผมทันและสนิทด้วย เป็นลูกศิษย์หลวงพ่อปานหลวงตาสายลงเสือไว้เยอะเหมือนกัน คนที่ไม่มีเสือหลวงพ่อปาน ก็ใช้เสือหลวงตาสายได้มีคนบางปูเก่าโดนยิงกลางหลัง เสื้อขาดเป็นรูแต่กระสุนไม่เข้า เพราะแกแขวนเสือหลวงตาสายตัวเดียวเท่านั้น ปัจจุบันเขี้ยวเสือทีเห็นลงในหนังสือพระที่รวบรวมเขี้ยวเสือ เป็นของหลวงตาสายทั้งนั้น แต่ยัดอาจารย์เป็นของหลวงพ่อปานไปหมด แต่มีหนังสือ เขี้ยวเสือหลวงพ่อปาน ของคุณคีโท ถั่วทอง ลงรูปเขี้ยวหลวงพ่อปานและของหลวงตาสายให้เห็นความแตกต่างอย่างชัดเจน
* ข้อมูลจากคุณ เด็กคลองด่าน คลิ๊กที่นี่
ขอแนะนำหนังสือ เขี้ยวเสือหลวงพ่อปาน ติสสโร (ของคุณคีโท ถั่วทอง) ครับ เพราะผู้เขียนท่านนนี้ ได้ทำการรวบรวม ภาพเขี้ยวเสือหลวงพ่อปาน ภาพเขี้ยวเสือหลวงตาสาย (ศิษย์หลวงพ่อปาน) ภาพเขี้ยวเสือของหลวงพ่อนกวัดสังกะสี (ศิษย์หลวงพ่อปาน) และยังมีวัตถุมงคลต่างๆ ของวัดมงคลโคธาวาส ตั้งแต่สมัยหลวงพ่อปานยังอยู่ ไล่รุ่นมาถึงยุคปัจจุบันเลยครับ แต่ผมหาหนังสือเล่มนี้ ที่ร้านหนังสือและสำนักพิพ์แล้วหมดไปนานแล้วครับ ใครมีช่วยแบ่งให้หน่อยนะครับจะเป็นพระคุณอย่างสูง ส่วนเล่มอื่นๆนั้น ไม่แนะนำครับพราะมีร้านพระที่ปากน้ำสมุทรปราการ บอกว่ามีการยัดอาจารย์ครับ เอาเขี้ยวเสือหลวงตาสายยัดเป็น ของหลวงพ่อปานเยอะมากครับ เรื่องยันต์ก็เหมือนกัน มีการเอาเขี้ยวไปแกะ แล้วมาลงยันต์กันเองแล้ว บ้างก็ฝากเข้าพิธีของวัด บ้างก็ขายกันเอง บางทีอาจเจอ เขี้ยวแท้ ฝีมือสวย แต่ยันต์ปลอมนะคร้าบ..
ส่วนเขี้ยวเสือนั้น เตี่ยผม (เกิด 2475 เสียชีวิต 2542 อายุ67ปี)ท่านเล่าว่า ได้รับการเล่าต่อมาว่า สมัยก่อนพระที่ลงเขี้ยวเสือมีหลายองค์ มีหลวงพ่อปาน หลวงพ่อเรือน(เพื่อนหลวงพ่อปาน) หลวงพ่อทอง(เจ้าอาวาสวัดบางเหี้ย แต่คนละองค์กับหลวงปู่ทองวัดราชโยธานะครับ)หลวงพ่ออิ่ม แต่สมัยนี้เหมารวมว่าเขี้ยวเสือเป็นของหลวงพ่อปานหมด เพราะ ลายมือการลงยันต์ก็หวัดคล้ายๆกันน่ะ แยกไม่ออกหรอก รุ่นต่อมาก็คือเสือหลวงตาสาย องค์นี้เตี่ยผมทันและสนิทด้วย เป็นลูกศิษย์หลวงพ่อปานหลวงตาสายลงเสือไว้เยอะเหมือนกัน คนที่ไม่มีเสือหลวงพ่อปาน ก็ใช้เสือหลวงตาสายได้มีคนบางปูเก่าโดนยิงกลางหลัง เสื้อขาดเป็นรูแต่กระสุนไม่เข้า เพราะแกแขวนเสือหลวงตาสายตัวเดียวเท่านั้น ปัจจุบันเขี้ยวเสือทีเห็นลงในหนังสือพระที่รวบรวมเขี้ยวเสือ เป็นของหลวงตาสายทั้งนั้น แต่ยัดอาจารย์เป็นของหลวงพ่อปานไปหมด แต่มีหนังสือ เขี้ยวเสือหลวงพ่อปาน ของคุณคีโท ถั่วทอง ลงรูปเขี้ยวหลวงพ่อปานและของหลวงตาสายให้เห็นความแตกต่างอย่างชัดเจน
* ข้อมูลจากคุณ เด็กคลองด่าน คลิ๊กที่นี่
ป้ายกำกับ:
เขี้ยวเสือ,
เขี้ยวหมี,
เขี้ยวหมูตัน,
หลวงพ่อนก,
หลวงพ่อปาน,
หลวงพ่อสาย
เขี้ยวเสือหลวงพ่อปาน คลองด่าน

เขี้ยวเสือ หลวงพ่อปาน (พระครูพิพัฒนิโรธกิจ) หรือหลวงพ่อปาน วัดมงคลโคธาวาส(บางเหี้ย)ต.คลองด่าน อ.บางบ่อ จ.สมุทรปราการ
ดว่าเป็นเครื่องรางของขลัง ที่ได้รับความนิยมมาตั้งแต่ยุคโบราณจนกระทั่งถึงยุคปัจจุบัน ราคาอยู่ในระดับ หลายหมื่น จนกระทั่งถึงระดับแสนปลายๆ หลักการพิจารณาเขี้ยวเสือหลวงพ่อ ปาน เบื้องต้นนั้น ให้ยึดหลักดังต่อไปนี้
1 ดูความเก่าของเขี้ยวให้ออก เขี้ยวเก่าจะมีความแห้งได้อายุ โดยเฉพาะตามซอกลึกๆที่ไม่ถูกสัมผัส ให้เน้นดูง่ายไว้ก่อน ประเภทเห็นแล้วต้องเก่าจริง เพราะอายุถึงหนึ่งร้อยปี แล้วนะครับ
2. จดจำลักษณะของการจารยันต์ที่ใต้ฐาน กับตามบริเวณจุดต่างๆ ต้องจำลายมือ น้ำหนัก และลักษณะของยันต์ให้ออก
3. ควรจะปรึกษาผู้รู้ ผู้ชำนาญ โดยตรงจะดีที่สุด เช่น คุณพยัพ คำพันธุ์ ,คุณต้น แจ่มมณี และอีกหลายท่านที่ชำนาญการในเรื่องเครื่องรางของขลังครับ ลักษณะเด่นและเป็นเอกลักษณ์ของ เสือหลวงพ่อปานคือ
1. หูหนู - หูเหมือนกับหนู
2. ตาลูกเต๋า - นัยน์ตา เหมือนกับจุดในลูกเต๋า
3. เขี้ยวโปร่งฟ้า - เขี้ยวกลวงทะลุ เรียกว่าเขี้ยวโปร่งฟ้า หากเขี้ยวเล็กๆ บางทีก็ตัน ก็มีครับ
4. ยันต์กอหญ้า - ลักษณะของยันต์ คล้าย กอหญ้า
5. เสือหน้าแมว - ลักษณะของใบหน้าของเสือมีลักษณะคล้ายแมวมากกว่าเสือ
ป้ายกำกับ:
เขี้ยวเสือ,
คลองด่าน,
วัดบางเหี้ย,
วัดมงคลโคธาวาส,
หลวงพ่อปาน
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
